I'M FINE แต้งกิ้ว แอนด์ยู?

สบายดีครับ  และรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นฟิล์มใหม่ๆที่ไม่เคยลอง  แต่วันนี้แตกต่างออกไป  วันนี้ผมได้มีโอกาสพบเจอกล้องใช้แล้วทิ้งตัวใหม่จากดินแดนฮ่องกง   เอาตรงๆนะครับ  เหมือนอย่างเคยคือพอได้เห็นแพ็คเกจแล้ว.....กระเป๋าสั่นทันที  ก็สีมันพาสเทลเอามากๆ ชอบเลยจริงๆ

I'M FINE SINGLE USE CAMERA 

กล้องตัวนี้เป็นกล้องสัญชาติฮ่องกง ที่ทำออกมาได้แหวกแนวมาก คือเท่าที่เคยใช้ๆมา คนอื่นๆค่ายอื่นๆจะไปในทางแนวสดใส สีสดๆ หรือไม่ก็ทำออกมาดูเป็นทางการหน่อย  แต่พอมาเจอเจ้านี้ โอว ถึงกับชะงัก  

อ่ะไม่พูดมากละ มาแกะกล่องกันเลยดีกว่า


 

ด้านหน้า สีสไตล์พาสเทล สวยๆ

แกะกล่องออกมาเจอห่อพลาสติกใสๆ

ด้านหน้า ปุ่มหลักๆคือปุ่มเปิดแฟลช  การใช้งานคือต้องกดค้างก่อนประมาณ 8 วิ แฟลชถึงจะทำงาน  โดยส่วนตัวแล้วต้องขอบอกว่าแฟลชแบบนี้ไม่ค่อยดีครับ เพราะการใช้งานจริงเวลาเราเปิดแฟลชถ่ายเราก็จะได้ภาพที่ต้องการ  แต่พอรูปถัดไปหากเราต้องการจะปิดแฟลช  มันจะไม่ปิดให้ทันทีครับต้องปล่อยทิ้งไว้ซักพักให้แฟลชมันหยุดการทำงานเอง    ผมอยากให้กล้องประเภทนี้ทำตัวเปิด ปิด แฟลชแบบทันทีมาเลยดีกว่า คล้ายๆใน Fuji Simple Ace หรือ Agfa Lebox    แต่ก็ไม่เป็นไรครับ  แบบนี้ก็ยังพอไหวอยู่

ด้านหลัง จะมีช่องมองภาพ ตัวเลื่อนฟิล์ม  และตัวหนังสืออธิบายการใช้งานคร่าวๆครับ

ที่ด้านบน  ซ้ายสุด จะมีไฟบอกสถานะแฟลช  โดยจะใช้งานแฟลชต้องกดปุ่มด้านหน้าค้างไว้จนไฟดวงนี้ติดครับถึงจะใช้งานแฟลชได้  ถัดมาเป็นช่องบอกจำนวนภาพที่เหลือที่สามารถถ่ายได้  ถัดไปเป็นชัตเตอร์  ปุ่มทำงานหลักของเราในวันนี้

ขนาดตัวกล้องก็เล็กๆน่ารักครับ พกใส่กระเป๋ากางเกงสบายๆ

ในส่วนของช่องมองภาพจะเห็นประมาณนี้ครับ ภาพที่ออกมาจริงจะกว้างกว่าที่เห็น  ให้เผื่อๆตอนจัดองค์ประกอบด้วยครับ

 

อ่ะมาดูในส่วนของ Spec กล้องกันหน่อย
- กล้องมีเลนส์ประมาณ 35 mm.
- f. stop = f.10
- speed shutter ประมาณ 1/100 s
- ในส่วนของฟิล์มผู้ผลิตเขียนไว้ใต้กล่องว่า LOADED WITH FUJIFILM C200 COLOR NEGATIVE FILM หรือพูดง่ายๆคือกล้องตัวนี้ใช้ฟิล์ม Fuji C200 นั่นเองครับ
- iso 200 จำนวน 36 ภาพ
- ระยะโฟกัสเริ่มประมาณ 1 เมตร  
- ระยะทำงานของแฟลช ไกลประมาณ  3 เมตร

โอเคครับ Spec โดยรวมๆก็เหมือนๆยี่ห้ออื่นๆ แต่ที่แตกต่างออกไปคือ อันนี้ใช้ฟิล์ม iso 200  ยังไม่เคยเห็นเลยครับ ส่วนใหญ่จะเป็น 400 , 800, 1600  

ไปๆงั้นเราลองไปดูภาพกันครับ ว่ามันจะเป็นยังไงกันบ้างกับเจ้ากล้องตัวนี้  ภาพจะสวยเหมือนแพ็คเกจหรือเปล่า

เกริ่นก่อนนะครับ ภาพชุดนี้ตามฟอร์มครับ ได้กล้องมารีวิวในเดือนธันวาหน้าหนาว  แต่เผอิญเป็นช่วงประหลาดมีฝนตกฟ้าครึ้มกันซะอย่างงั้น เฮ้อ

สังเกตว่าภาพจะชัดที่สุดตรงกลางภาพครับ  ส่วนบริเวณขอบๆภาพจะออกเบลอๆหน่อย

ใช้ถ่ายช่วงกลางวันสบายๆครับ ยังไม่ต้องถึงขั้นเปิดแฟลช  ปกติกล้องประเภทนี้ก็เน้นไปที่การเก็บภาพในช่วงระหว่างวันที่มีแสงสว่างค่อนข้างเยอะ  หรือภายนอกอาคารนั่นเอง


คราวนี้ไปดูช่วงเย็นกันบ้างครับ คือเย็นเลย ห้าโมงกว่า พระอาทิตย์กำลังจะตกเต็มแก่แล้ว  ปกติผมจะเตือนทุกท่านที่เพิ่งมาใช้กล้องประเภทนี้คือ ถ้าเข้าที่ร่มหรือช่วงเวลาเย็นๆแสงน้อยๆ  เปิดแฟลชเถอะครับ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับการมาเยือนของความ "มืดตึ้บ"  

แต่คราวนี้ขอลองไม่เปิดแฟลชดู  ออกมาแบบนี้ครับ

 

อ่ะลองยิงแฟลชดูหน่อย........โอยไกลไป แฟลชไปไม่ถึง

๕๕๕ อย่างที่บอกครับ มื้ดดดดมืด  โอเคลองในวันฟ้าครึ้มๆตอนบ่ายๆบ้าง

 

 

 

ก็มีภาพประมาณนี้ครับผม เป็นยังไงกันบ้าง  ส่วนตัวผมเองผมว่าผ่านนะครับ  ขอสรุปโดยรวมๆแบบบ้านๆดังนี้ครับ

- ภาพจะคมที่กลางๆภาพ  ริมๆขอบๆเบลอแน่นอน และมีขอบวิกเนตดำๆในหลายๆภาพ (อันนี้ชอบๆ) เรื่องคุณภาพของภาพนั้น ก็ยอมรับครับว่ามันคงจะไปสู้กล้องดีๆที่เราใช้กันทั่วไปไม่ได้แน่ๆ แต่ได้ภาพแบบนี้มาผมเองพอใจมากแล้วครับ
- สีสันตามสไตล์ฟูจิครับ มีอมเขียวๆหน่อย  ตอนแดดดีๆ ถ่ายตามแสงในจังหวะเหมาะสม หรือวัตถุมีสีสันสดๆ  กล้องก็ถ่ายทอดสีออกมาได้ดีนะครับ
- แปลกใจที่หลายๆภาพควรจะมืดมาก แต่กลับออกมาดีกว่าที่คิด
- แฟลชนี่สรุปไม่ได้ชัดๆครับ เพราะว่าลองน้อยมากๆ  เอาเป็นว่าอย่าพาตัวไปอยู่ในสถานการณ์ที่มืดๆจะดีกว่า  แต่ถ้าจำเป็นผมคิดว่า  น่าจะได้ภาพแต่อาจจะไม่สวยนัก หรือถ้าจะเปิดแฟลชถ่ายในช่วงกลางคืนให้ลองหาฉากหลังที่มีแสงสว่างอยู่ซักหน่อย  ภาพจะได้ไม่แบนเกินไปครับ
- เรื่องของราคาขายอยู่ที่ประมาณ 540 บาท ก็ถือว่าแพงอยู่สำหรับกล้องประเภทนี้  แต่ถ้าดูดีๆ ตัวนี้ได้ 36 ภาพ ( ซึ่งตอนถ่ายจริงผมได้ 38) กล้องตัวอื่นๆจะนิยมถ่ายกันได้ที่ 27 ภาพ ในราคาประมาณ 300 กว่าบาท อันนี้ต้องลองชั่งน้ำหนักดูนะครับ

ทีนี้มันมีจุดนึงซึ่งผมไม่เคยลองทำมาก่อน  ก็คือการหาวิธีให้กล้องที่เค้าเรียก "กล้องใช้แล้วทิ้ง" หรือ Single Use Camera กลับมาโหลดฟิล์มได้ใหม่  เท่าที่ตามๆดูอยู่ในบ้านเราที่สามารถโหลดฟิล์มได้ใหม่แน่ๆ คือ ของค่าย Lomography ที่กล้องมีตัวกรอฟิล์มและฝาหลังเปิดเอาฟิล์มเข้าออกได้เหมือนกล้องปกติ  

และด้วยความคิดของกล้อง LOMO นี่แหละผมเลยอยากลองหาวิธีรีโหลดฟิล์มม้วนใหม่ใส่เข้าไปในเจ้า I'M FINE ตัวนี้ และก็พอจะหาทางได้บ้างแล้วครับ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมยังไม่แน่ใจนะครับว่าฟิล์มที่โหลดเข้าไปใหม่จะทำให้มีผลต่างอะไรกับฟิล์มที่โหลดมาจากโรงงานม้วนแรกหรือเปล่า   เอาเป็นว่าขณะที่เขียนอยู่นี้ผมได้ทดลองแงะกล้องออกมารีโหลดฟิล์มเข้าไปใหม่สำเร็จแล้ว  แต่ยังถ่ายไม่หมดครับ ถ้าเรียบร้อยแล้วผมจะมาแชร์วิธีการอีกทีครับ

อ่ะให้ดูกันเบื้องต้นก่อนครับ    ตอนถ่ายเสร็จแกะฟิล์มออกมา เป็นกลักของ Fuji C200 จริงๆจ้า

การแกะไม่ยากครับ ใจเย็นๆแปปเดียวก็แกะออกมาได้แล้ว  เคล็ดลับคือ ค่อยๆและห้ามทำชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆหักนะครับเดี๋ยวอด  และที่สำคัญที่สุดเตือนกันทุกรอบที่แงะกล้องคือ
"ห้ามสัมผัสชิ้นส่วนแผงวงจรต่างๆครับ ไฟดูดเอาง่ายๆเลย"  โดนมาหลายรอบครับเข็ดจริง


ในส่วนวิธีใส่เดี๋ยวผมมาเขียนละเอียดๆอีกทีนะครับ  ม้วนนี้ผมทดลองใส่ Agfa Vista plus 400 เข้าไปแทนฟิล์ม iso 200 ครับ เพราะคิดว่าค่า f.stop ที่มันฟิกไว้แล้ว น่าจะให้ภาพที่ดีขึ้นกับฟิล์มที่ iso สูงขึ้น พูดง่ายๆคือถ่ายในที่แสงน้อยน่าจะดีกว่าครับ  ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตรงกับที่คิดไหม  ในส่วนของการกรอฟิล์มนั้นทำได้ครับ แต่ทุลักทุเลมาก  เอาเป็นว่าได้ภาพมาแล้วจะมารีวิวฉบับเต็มอีกทีนะครับ  

บางทีเงิน 540 บาทที่จ่ายออกไป  อาจจะทำให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นก็เป็นได้จ้า

 

โอเคครับ สำหรับการริวิวกล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้งแบบบ้านบ้านของผม ก็ขอตัวจบลงเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านกัน  อย่างไรก็ตามขอให้ชาวฟิล์มทุกท่าน "สบายดี" ครับผม

โน้ต  อะฟิล์ม


Leave a comment